BPO คืออะไร? ความหมายของ Business Process Outsourcing แบบเข้าใจง่าย

BPO คืออะไร ความหมาย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเคยได้ยินคำว่า “BPO” ผ่านหูมาบ้าง แต่พอถูกถามตรง ๆ ว่า BPO คือ อะไรกันแน่ กลับตอบได้ไม่เต็มปาก บางคนเข้าใจว่าเป็นแค่การจ้างคอลเซ็นเตอร์ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว BPO เป็นโมเดลธุรกิจที่ธุรกิจไทยตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรระดับประเทศใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และปล่อยให้ทีมงานภายในโฟกัสกับสิ่งที่สร้างมูลค่าสูงสุดให้ธุรกิจจริง ๆ

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า BPO คือ อะไร มีกี่ประเภท เหมาะกับธุรกิจแบบไหน มีข้อดีข้อควรระวังอะไรบ้าง และควรเลือกบริษัท BPO อย่างไรให้ตอบโจทย์จริง Digiservecorp ในฐานะผู้ให้บริการ BPO และ Contact Center Outsourcing ให้กับธุรกิจในไทยมานาน เห็นทั้งเคสที่ประสบความสำเร็จและเคสที่เลือกพาร์ทเนอร์ผิดจนต้องแก้ปัญหาย้อนหลัง จึงอยากสรุปความรู้พื้นฐานที่ธุรกิจควรรู้ก่อนตัดสินใจไว้ในที่เดียว

BPO คืออะไร?

BPO คือ Business Process Outsourcing การจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกบริหารกระบวนการทางธุรกิจ

ก่อนจะไปถึงเรื่องประเภทและข้อดี มาทำความเข้าใจนิยามของ BPO ให้ชัดเจนก่อน เพราะหลายคนสับสนระหว่าง BPO กับการเอาต์ซอร์สงานทั่วไป ซึ่งจริง ๆ แล้วมีขอบเขตต่างกันพอสมควร

ความหมายของ Business Process Outsourcing

BPO คือ Business Process Outsourcing หมายถึงการที่องค์กรมอบหมายให้บริษัทภายนอกรับผิดชอบกระบวนการทางธุรกิจส่วนใดส่วนหนึ่งแทนการทำเองภายในองค์กร ไม่ใช่แค่การจ้างพนักงานชั่วคราวมาช่วยงาน แต่เป็นการโอนทั้งกระบวนการ ทีมงาน เครื่องมือ และมาตรฐานการทำงานไปให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแลแบบครบวงจร

ตัวอย่างกระบวนการที่ธุรกิจนิยมทำ BPO เช่น งานบริการลูกค้า งานบัญชีและการเงิน งานประมวลผลข้อมูล งานทรัพยากรบุคคล ไปจนถึงงานขายทางโทรศัพท์ โดยบริษัท BPO จะมีระบบงาน บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม และเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับงานเหล่านี้อยู่แล้ว ทำให้ธุรกิจไม่ต้องลงทุนสร้างทีมและระบบขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ศูนย์

BPO ต่างจาก Outsourcing ทั่วไปอย่างไร

คำว่า outsourcing เป็นคำกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมการจ้างงานภายนอกทุกรูปแบบ ตั้งแต่จ้างฟรีแลนซ์ทำโลโก้ ไปจนถึงจ้างบริษัททำความสะอาดออฟฟิศ ส่วน BPO เป็นการเอาต์ซอร์สที่เจาะจงไปที่ “กระบวนการทางธุรกิจ” ที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ มักผูกกับ SLA (Service Level Agreement) ตัวชี้วัดผลงาน และสัญญาระยะยาว ไม่ใช่งานจ้างครั้งเดียวจบ

พูดง่าย ๆ คือ BPO ทุกกรณีคือ outsourcing แต่ outsourcing ไม่ใช่ทุกกรณีจะเป็น BPO ความแตกต่างนี้สำคัญเวลาธุรกิจกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ เพราะถ้าต้องการแค่คนมาช่วยงานเป็นครั้งคราว การจ้างฟรีแลนซ์อาจพอ แต่ถ้าต้องการมอบทั้งกระบวนการที่กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้าหรือความต่อเนื่องของธุรกิจ ต้องมองหาบริษัท BPO ที่มีระบบรองรับจริง

ประเภทของ BPO คืออะไรบ้างที่ธุรกิจนิยมใช้

BPO แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามลักษณะงานที่มอบหมาย การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้ธุรกิจเลือกพาร์ทเนอร์ได้ตรงจุดมากขึ้น

Business Process Outsourcing (BPO) แสดงประเภทของ BPO ได้แก่ Front Office, Back Office

Front Office BPO

Front Office BPO คือกระบวนการที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง เช่น contact center งานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ แชท และโซเชียลมีเดีย งานขายทางโทรศัพท์ (telesales) และงานสนับสนุนหลังการขาย งานกลุ่มนี้กระทบภาพลักษณ์แบรนด์โดยตรง เพราะเป็นจุดที่ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์จริง จึงต้องเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีมาตรฐานการฝึกอบรมทีมงานและระบบติดตามคุณภาพที่ชัดเจน

Back Office BPO

Back Office BPO คือกระบวนการที่ไม่ปะทะหน้าลูกค้าโดยตรง แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้ เช่น งานบันทึกและประมวลผลข้อมูล งานบัญชีและการเงิน งานทรัพยากรบุคคลและจัดการเงินเดือน งานจัดซื้อ ไปจนถึงงานสนับสนุนด้าน IT งานกลุ่มนี้เน้นความแม่นยำ ความปลอดภัยของข้อมูล และประสิทธิภาพด้านต้นทุนเป็นหลัก

ธุรกิจจำนวนมากเลือกทำ BPO ทั้งสองประเภทควบคู่กัน เช่น ใช้บริการ contact center outsourcing เพื่อดูแลลูกค้า พร้อมกับให้พาร์ทเนอร์เดียวกันหรือพาร์ทเนอร์อื่นดูแลงานประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้ข้อมูลลูกค้าไหลลื่นระหว่างระบบ

ทำไมธุรกิจถึงเลือกใช้บริการ BPO

เหตุผลที่ธุรกิจตัดสินใจทำ BPO ไม่ได้มีแค่เรื่องประหยัดต้นทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มีมิติเชิงกลยุทธ์ที่ลึกกว่านั้น

ธุรกิจเลือกใช้บริการ BPO เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจ

ลดต้นทุนการดำเนินงาน

การสร้างทีมงานภายในต้องแบกรับต้นทุนหลายด้าน ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ พื้นที่สำนักงาน อุปกรณ์ ระบบซอฟต์แวร์ และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม เมื่อใช้บริการ BPO ธุรกิจจ่ายตามปริมาณงานหรือตามสัญญาที่ตกลงกัน ไม่ต้องแบกต้นทุนคงที่จำนวนมากในช่วงที่ปริมาณงานยังไม่แน่นอน ทำให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เงินทุนหมุนเวียนมีจำกัด

เพิ่มความคล่องตัวและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

บริษัท BPO ที่ทำงานเฉพาะทางมานาน มักมีองค์ความรู้ กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากการรับมือกับลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม ธุรกิจที่ใช้บริการจึงได้มาตรฐานการทำงานระดับมืออาชีพทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง เช่น การออกแบบสคริปต์บริการลูกค้า การวางระบบ SLA หรือการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์บทสนทนาเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน

โฟกัสกับ Core Business

เมื่อมอบหมายงานสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญดูแล ทีมผู้บริหารและพนักงานภายในจะมีเวลาและทรัพยากรมากขึ้นสำหรับงานที่สร้างมูลค่าหลักของธุรกิจ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายตลาด หรือการวางกลยุทธ์ระยะยาว แทนที่จะใช้พลังงานไปกับการบริหารจัดการงานสนับสนุนที่ไม่ใช่จุดแข็งขององค์กร

ข้อดีและข้อควรระวังของการใช้ BPO คืออะไร

การทำ BPO ให้ได้ผลดีต้องเข้าใจทั้งสองด้าน ไม่ใช่มองแค่ข้อดีอย่างเดียว

ข้อดี

ธุรกิจที่ใช้บริการ BPO อย่างเหมาะสมมักได้รับประโยชน์ในหลายด้าน ตั้งแต่ต้นทุนที่คาดการณ์ได้ชัดเจนขึ้น ความสามารถในการขยายหรือลดขนาดทีมงานตามฤดูกาลธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว การเข้าถึงเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางโดยไม่ต้องลงทุนเอง ไปจนถึงการได้ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานผลการทำงานที่พาร์ทเนอร์มืออาชีพจัดทำให้อย่างสม่ำเสมอ

ข้อควรระวัง

ในทางกลับกัน BPO คือระบบที่มีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ เช่น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลหากพาร์ทเนอร์ไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลที่ชัดเจน ความเสี่ยงด้านคุณภาพงานหากไม่มีระบบตรวจสอบและ SLA ที่รัดกุม รวมถึงความเสี่ยงด้านการสื่อสารและความเข้าใจแบรนด์ หากพาร์ทเนอร์ไม่ได้ลงทุนเวลาศึกษาธุรกิจของลูกค้าอย่างจริงจังก่อนเริ่มงาน ธุรกิจจึงควรเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีสัญญาชัดเจน มีกระบวนการ Onboarding ที่ครอบคลุม และมีช่องทางสื่อสารที่โปร่งใสตลอดการทำงานร่วมกัน

ธุรกิจแบบไหนที่เหมาะกับการใช้บริการ BPO

BPO คือ กระบวนการที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ ในทางปฏิบัติ ธุรกิจแทบทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จาก BPO ได้ หากมีจุดร่วมข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีปริมาณคำสั่งซื้อและคำถามลูกค้าผันผวนตามแคมเปญโปรโมชัน ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ต้องการขยายทีมบริการลูกค้าอย่างรวดเร็วโดยไม่อยากเพิ่มภาระด้านบริหารบุคคล ธุรกิจที่มีฤดูกาลขายชัดเจนอย่างธุรกิจท่องเที่ยวหรือประกันภัย และองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานงานบริการลูกค้าให้เทียบเท่าคู่แข่งระดับสากล

จากประสบการณ์ที่ Digiservecorp ดูแลลูกค้าหลายอุตสาหกรรม ธุรกิจที่เริ่มใช้บริการ contact center outsourcing มักเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วงสามถึงหกเดือนแรก ทั้งในแง่เวลาตอบกลับลูกค้าที่สั้นลงและคะแนนความพึงพอใจที่ปรับตัวดีขึ้น เพราะทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางสามารถรับมือกับปริมาณสายและข้อความที่หลากหลายได้อย่างมีมาตรฐานตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน

วิธีเลือกบริษัท BPO ที่ใช่สำหรับธุรกิจคุณ

แนวทางเลือกบริษัท BPO ที่มีมาตรฐาน รองรับการขยายธุรกิจ และช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

การเลือกพาร์ทเนอร์ BPO ผิด อาจสร้างความเสียหายมากกว่าการไม่ทำ BPO เลย ธุรกิจจึงควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของธุรกิจคุณโดยเฉพาะ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีข้อกำหนดและความคาดหวังจากลูกค้าต่างกัน มาตรฐานการฝึกอบรมและการควบคุมคุณภาพงานของทีมงาน ตรวจสอบว่ามีระบบวัดผลและรายงานที่โปร่งใสหรือไม่ ความสามารถด้านเทคโนโลยี เช่น ระบบจัดการงานบริการลูกค้าแบบ omnichannel ที่รองรับทั้งโทรศัพท์ แชท และโซเชียลมีเดียในระบบเดียว ความยืดหยุ่นของสัญญาที่รองรับการปรับขนาดทีมงานตามการเติบโตของธุรกิจ และสุดท้ายคือมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลที่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

Digiservecorp ในฐานะ บริษัท outsource call center ที่ให้บริการธุรกิจในไทยมาอย่างต่อเนื่อง วางระบบให้ทีมงานทุกคนผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อนเริ่มดูแลลูกค้าจริง พร้อมรายงานผลการทำงานที่ธุรกิจตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจมั่นใจได้ว่าทุกจุดสัมผัสกับลูกค้ายังคงสะท้อนมาตรฐานแบรนด์ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

BPO คือกุญแจสำคัญของธุรกิจยุคใหม่

BPO คือการมอบหมายกระบวนการทางธุรกิจให้พาร์ทเนอร์ภายนอกที่เชี่ยวชาญดูแล ไม่ใช่แค่การจ้างคนมาช่วยงานชั่วคราว แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และปลดปล่อยทีมงานภายในไปโฟกัสกับสิ่งที่สร้างมูลค่าสูงสุด ทั้งนี้ ความสำเร็จของการทำ BPO ขึ้นอยู่กับการเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีมาตรฐาน มีความเชี่ยวชาญตรงกับอุตสาหกรรม และมีระบบสื่อสารที่โปร่งใสตลอดการทำงานร่วมกัน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

  • BPO คือการมอบทั้งกระบวนการทางธุรกิจให้พาร์ทเนอร์ดูแล ไม่ใช่การจ้างงานครั้งเดียวจบ
  • BPO แบ่งเป็น Front Office (งานที่สัมผัสลูกค้าโดยตรง เช่น contact center) และ Back Office (งานสนับสนุนภายใน เช่น บัญชี ข้อมูล)
  • เหตุผลหลักที่ธุรกิจเลือกใช้ BPO คือลดต้นทุน เพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และปลดปล่อยทีมงานไปโฟกัส Core Business
  • ความเสี่ยงของ BPO บริหารจัดการได้ด้วยการเลือกพาร์ทเนอร์ที่มี SLA ชัดเจนและมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล
  • ธุรกิจแทบทุกขนาดใช้ประโยชน์จาก BPO ได้ ตราบใดที่เลือกพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจอุตสาหกรรมของตัวเองจริง

หากธุรกิจของคุณกำลังพิจารณาว่าจะเริ่มทำ BPO จากจุดไหนดี ทีมงาน Digiservecorp พร้อมพูดคุยเพื่อประเมินความต้องการเฉพาะของธุรกิจคุณ และแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มจากงานบริการลูกค้าหรือกระบวนการหลังบ้านอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BPO คือ

BPO คือการมอบหมายกระบวนการทางธุรกิจทั้งกระบวนการให้บริษัทภายนอกดูแลระยะยาว มีทีมงาน ระบบ และมาตรฐานการทำงานของตัวเอง ต่างจากการจ้างพนักงานชั่วคราวที่มักเป็นการเสริมกำลังคนในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยธุรกิจยังต้องบริหารจัดการงานเองอยู่

เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กและ SME มักได้ประโยชน์จาก BPO มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างทีมงานและระบบขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้น สามารถเริ่มจากขอบเขตงานเล็ก ๆ แล้วขยายตามการเติบโตของธุรกิจได้

Thailand Call Center มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขาย โดยช่วยตอบคำถามลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยปิดการขายในจังหวะที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจ นอกจากนี้ยังช่วยติดตามลูกค้าที่ละทิ้งตะกร้าสินค้า (Cart Abandonment) และนำเสนอโปรโมชั่นหรือสินค้าที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มยอดขายของธุรกิจ

มีความเสี่ยงหากเลือกพาร์ทเนอร์ที่ไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูลชัดเจน ธุรกิจจึงควรตรวจสอบนโยบายคุ้มครองข้อมูลและสัญญาการรักษาความลับก่อนเริ่มทำงานร่วมกันเสมอ

ส่วนใหญ่ธุรกิจนิยมเริ่มจากงานบริการลูกค้า เช่น contact center หรือ live chat เพราะเห็นผลชัดเจนเร็ว และเป็นจุดที่กระทบประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง ก่อนจะขยายไปยังกระบวนการหลังบ้านอื่น ๆ ตามความพร้อมของธุรกิจ